กทม.วางแผน 3 ระยะป้องกันฝุ่นพิษ

ปัญหาค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวของทุกปี คือช่วงปลายเดือนธันวาคม และระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม แต่ปีนี้กรุงเทพฯประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานเร็วกว่า ปีที่ผ่านมา

“รายงานวันจันทร์” วันนี้จึงไปพูดคุยกับ รองปลัด กทม. “วิภารัตน์ ไชยานุกิจ” ถึงมาตรการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน รวมถึงสาเหตุที่ปีนี้ กทม.มีฝุ่นขนาดเล็กเร็วกว่าปีที่ผ่านมา

ถาม-ทำไมปีนี้ปัญหาฝุ่นละอองมาเร็วกว่าปีที่ผ่านมา

วิภารัตน์–ปีนี้ฤดูหนาวมาเร็วกว่าปกติ ทำให้ความกดอากาศสูง ลมสงบ มีลักษณะอากาศปิด ทำให้ฝุ่นละอองไม่สามารถลอยตัวขึ้นสูงได้ มีการสะสมของฝุ่นละอองในอากาศเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณฝุ่นละอองไม่ได้อยู่นิ่งและยาวนานติดต่อกัน มีลักษณะขึ้นลง ตามสภาพอุตุนิยมวิทยาตัวแปรหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานคือสภาพอากาศ ขณะที่แหล่งกำเนิดฝุ่นยังเท่าเดิม เช่น บนถนนมีรถวิ่งเท่าเดิม การก่อสร้างรถไฟฟ้าก็ยังสร้างไม่เสร็จ ทั้งนี้ ร้อยละ 54 ของปัญหาฝุ่น PM 2.5 มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงไม่สมบูรณ์จากเครื่องยนต์ดีเซล การเผาในที่โล่ง การก่อสร้างขนาดใหญ่

ถาม-ปีนี้ กทม.ได้เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองอย่างไรบ้าง

วิภารัตน์-ที่ผ่านมาแม้จะไม่ใช่ช่วงที่กรุงเทพฯประสบปัญหาฝุ่นละออง แต่ กทม.ได้ฉีดน้ำล้างถนน ติดตั้งสปริงเกอร์ อุปกรณ์พ่นละอองน้ำตามตึก อาคารต่างๆของหน่วยงาน กทม. รวมถึงดำเนินการตามมาตรการลดฝุ่นเป็นประจำอยู่แล้ว และได้ติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ได้กำชับ 50 เขต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ดำเนินการตามแผนลดฝุ่นละออง เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แผนการรับมือปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ปลายปี 2562 กทม.ได้จัดทำแผนการรับมือกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ดังนี้

1.ระยะก่อนเกิดวิกฤติ ดำเนินการดังนี้

  • ติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และสภาพอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดหาเครื่องตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 แบบอัตโนมัติเพิ่มเติม 30 เครื่อง ติดตั้งและตรวจวัดฝุ่นได้อย่างต่อเนื่องครอบคลุมทั้ง 50 เขต แบ่งเป็น 1.สำหรับตรวจวัดฝุ่นละอองภายนอก อาคารพร้อมติดตั้ง 27 เครื่อง เพื่อใช้ตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่เขตเดิม ที่ยังไม่มีเครื่องตรวจวัด และเพื่อใช้ในพื้นที่เสี่ยงภารกิจเร่งด่วน และสนับสนุน ภารกิจของหน่วยงานต่างๆ และ 2.สำหรับติดตั้งในสถานีแบบตู้คอนเทนเนอร์ 3 เครื่อง ได้แก่ สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ สำนักงานเขตพระโขนง และถนนวิภาวดีรังสิต (เขตดินแดง)
  • พัฒนาระบบข้อมูลการจัดการคุณภาพอากาศให้สามารถเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สู่สาธารณะ และแจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบ
  • ตรวจสอบแหล่ง กำเนิดมลพิษอย่างต่อเนื่อง อาทิ รถยนต์ รถโดยสารสาธารณะ เรือโดยสารในคลอง โครงการก่อสร้างทั้งอาคารและรถไฟฟ้า
  • ทดลองติดตั้งเครื่องกรองอากาศบริเวณพื้นที่สถานีรถไฟฟ้าสยาม เขตปทุมวัน โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

2.ระยะเกิดวิกฤติ ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง อาทิ เพิ่มความถี่ในการล้างถนนและการฉีดน้ำ เป็นละอองฝอยในอากาศเพื่อลดฝุ่นละออง เพิ่มจุดตรวจจับและห้ามใช้รถยนต์ควันดำทุกประเภท ประสานอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้คล่องตัวและรณรงค์ใช้ระบบขนส่งมวลชน รณรงค์ไม่ขับ…ช่วยดับเครื่อง ห้ามเผาขยะและเผาในที่โล่งทุกชนิด ประสานอาคารสูงพ่นละอองน้ำขนาดเล็ก ประสานการพ่นน้ำในบรรยากาศโดยโดรน เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบิน ทำฝนเทียม ประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ควบคุม เหตุรำคาญโดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

3.ระยะหลังวิกฤติ ดำเนินการดังนี้ ประชุมถอดบทเรียนเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองให้มีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้นในปีต่อไป ติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และสภาพอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงแผนปฏิบัติงานเพื่อควบคุมมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง

“แม้ว่าส่วนใหญ่ กทม.จะแก้ปัญหาที่ ปลายเหตุ แต่ กทม.ไม่เคยนิ่งนอนใจ พยายาม แก้ปัญหาไม่ให้กระทบหรือสร้างความเดือดร้อน ให้ประชาชน” รองปลัด กทม.กล่าวสรุป.

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *