TIA : Traffic Impact Assessment หรือ “มาตรฐานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านจราจร”

กฎเหล็ก EIA (อีไอเอ) ที่ย่อมาจาก Environmental Impact Assessment Report หรือการจัดทำ “มาตรฐานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม” เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด หากไม่ผ่านอีไอเอก็อย่าหวังว่าโครงการจะเกิด

เป็นที่มาให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) คิดนำกฎเหล็ก TIA : Traffic Impact Assessment หรือ “มาตรฐานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านจราจร” มาใช้ในรูปแบบเดียวกัน เพื่อเป็นกรอบให้ผู้พัฒนาโครงการและหน่วยงานก่อสร้างนำไปใช้ลดผลกระทบด้านการจราจร โดยพิจารณามาตรการตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุมัติก่อนก่อสร้างโครงการ ระหว่างก่อสร้าง และหลังก่อสร้าง เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อการจราจรน้อยที่สุด หากไม่มีการกำหนดทีไอเอ ประเทศไทยจะเกิดปัญหาวิกฤติจราจรมากขึ้นในอนาคต ส่งผลโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ทำความรู้จักกับ TIA ?? รูปแบบ TIA จะเหมือนกับ EIA แต่เป็นเรื่องของจราจรโดยเฉพาะ แม้ขณะนี้โครงการขนาดใหญ่ต้องทำอีไอเอ แต่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จะเน้นทางสิ่งแวดล้อม การพิจารณาผลกระทบด้านการจราจรยังไม่เข้มงวดและยังไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะท้องถิ่นที่ควบคุมดูแลการก่อสร้าง สนข. ได้จัดสัมมนาครั้งที่ 3 โครงการศึกษาจัดทำมาตรฐานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านจราจร หรือ TIA ที่โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง

นายชยธรรม์ พรหมศร รองผอ.สนข. อธิบายว่า หลายประเทศมีกฎหมาย TIA ใช้เป็นคู่มือจัดทำรายงานมาตรการชัดเจน แบ่งตามลักษณะโครงการทั้งเล็ก-กลาง-ใหญ่ (SML) TIA จะช่วยแก้ปัญหารถติดโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด เพราะจะถูกบังคับให้จัดทำมาตรการต่าง ๆ อาทิ สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเชื่อมต่อให้ประชาชนเดินทางใช้รถไฟฟ้าสะดวกมากขึ้น เช่น สกายวอร์ก หรือจัดระบบรถบัสขนส่งประชาชน (ฟีดเดอร์)

การจัดทำTIA สามารถพิจารณาจากปริมาณการเดินทางสูงสุดต่อ ชม. แบ่งเป็นการก่อสร้างขนาดเล็กมีผลกระทบต่อการเดินทางต่ำกว่า 50 คันต่อ ชม. ไม่ต้องทำ TIA, ขนาดปานกลาง 50-300 คันต่อชม. ถ้าตั้งอยู่เทศบาลนครต้องรายงานฉบับย่อ รัศมีครอบคลุม 500 ม. และขนาดสูงมากกว่า 300 คันต่อชม. ถ้าตั้งอยู่มหานครต้องทำฉบับเต็ม โดยรัศมีครอบคลุม 1-3 กม. สนข. ศึกษาจากโมเดลต่างประเทศและนำมาปรับใช้กับประเทศไทย โดยผลการศึกษาทีไอเอจะแล้วเสร็จเดือนมิ.ย.นี้ จากนั้นจะนำเสนอกระทรวงคมนาคม พิจารณาเห็นชอบ ก่อนเสนอคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาประกาศเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติรวมทั้งจะเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการ TIA ด้วย

สำหรับแผนดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะสั้นภายใน 2 ปีแรก จะทำคู่มือและมาตรฐาน TIA ส่ง สผ. นำ TIA ไปพิจารณาปรับใช้กับรายงานอีไอเอ รวมทั้งเตรียมเสนอร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร กระบวนการ และวิธีปฏิบัติ ระยะกลาง ภายใน 5 ปี ร่างระเบียบสำนักนายกฯ มีผลบังคับใช้กับโครงการที่มีผลกระทบสูง โดยเฉพาะพื้นที่ปริมาณการจราจรหนาแน่นและตั้งอยู่บริเวณสี่แยก เช่น โครงการก่อสร้างห้างสรรพสินค้า รวมไปถึงโครงการก่อสร้างด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐด้วย เช่น รถไฟฟ้าและสนามบิน ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร กระบวนการ และวิธีปฏิบัติในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดในภูมิภาค

ระยะยาว หลังจากปีที่ 5 ร่างระเบียบสำนักนายกฯ ให้มีผลบังคับใช้กับโครงการที่มีผลกระทบปานกลาง เช่น ตลาดสด ตลาดนัด และโรงเรียน ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดในภูมิภาค แต่จะไม่มีผลย้อนหลังกับโครงการที่ก่อสร้างไปแล้ว

แน่นอนประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนย่อมเห็นด้วย ขณะที่ภาคเอกชนด้านอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มพัฒนาพื้นที่บางส่วนแสดงความเห็นในเวทีสัมมนาว่า TIA ทับซ้อนกับการทำอีไอเอ ที่ให้ชี้แจงรายละเอียดการบริหารจราจรระหว่างก่อสร้างอยู่แล้ว หากเพิ่มเกณฑ์นี้เข้ามาอีกจะสร้างความยุ่งยากและเพิ่มวงเงินการลงทุนต้องจ้างที่ปรึกษาด้านทีไอเอ รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนของระยะเวลาในการก่อสร้างโครงการที่ต้องให้ผ่านทั้งอีไอเอและทีไอเอ ขอให้รัฐบาลทบทวนอย่างรอบคอบและทำด้วยความระมัดระวัง

ที่มา : เดลินิวส์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *