จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผึ้งหายไปจากโลก?

ในปัจจุบันประชากรผึ้งกำลังลดจำนวนลงอย่างน่าวิตก บางครั้งก็เป็นโรคตายกันยกรัง ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป หากวันข้างหน้าโลกของเราไม่เหลือผึ้งเลย มันจะเกิดอะไรขึ้น ?

ประชากรของผึ้งน้ำหวานทั่วโลกส่อเค้าลดลงมาตั้งแต่ปี 1905 แล้ว แต่ปัญหามาโผล่เห็นเด่นชัด เมื่อกลางทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ทั่วโลกเผชิญกับปรากฏการณ์ผึ้งตายยกรังเป็นวงกว้าง จนนักวิทยาศาสตร์กังวลว่าผึ้งน้ำหวานจะเข้าสู่สถานะเสี่ยงสูญพันธุ์ ปัญหาวิกฤติขึ้นเมื่อรังผึ้งทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับโรคที่เรียกว่า “อาการรังผึ้งล่มสลาย” (colony collapse disorder) ซึ่งทำให้ผึ้งทั้งรังหายไปอย่างฉับพลัน

ผึ้งไม่เพียงแต่ให้น้ำผึ้งเท่านั้น มันยังช่วยผสมเกสรให้กับพืชพรรณหลายชนิด รวมถึงพืชที่เป็นอาหารของมนุษย์ด้วย ผลการศึกษาชี้ว่า ในบรรดาพืชอาหาร 100 ชนิดที่เป็นอาหารเลี้ยงประชากรร้อยละ 90 ของประชากรมนุษย์ทั้งโลก มี 70 ชนิด ที่ต้องการผึ้งเป็นตัวผสมละอองเกสรให้ หากผึ้งสูญพันธุ์หายไปจากโลก มนุษย์จะประสบปัญหาใหญ่หลวง เพราะผักและผลไม้จะหายตามไปด้วย ดอกไม้ป่าอีกหลายชนิดก็จะสูญพันธุ์ตามผึ้งไปเพราะผึ้งเป็นตัวผสมเกสรให้ดอกไม้นับร้อยนับพัน อย่างไรก็ตาม ผลผลิตธัญพืชจะไม่ได้รับผลกระทบเท่าไร เพราะธัญพืชส่วนใหญ่ใช้ลมเป็นพาหะในการผสมละอองเกสร

พืชไม่สามารถเปลี่ยนวิธีหรือแมลงผสมเกสรได้อย่างปุบปับ ดังนั้น ในระยะสั้นการสูญพันธุ์ของผึ้งจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์ของป่าหลายชนิดลดลงแน่นอน ส่วนในระยะยาว ผลกระทบบางส่วนจะบรรเทาลงเนื่องจากแมลงอื่นๆ ในระบบนิเวศธรรมชาติจะเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนผึ้ง แมลงหลายชนิดทำหน้าที่ผสมเกสรได้เหมือนผึ้ง แต่พวกมันไม่มีทางขนส่งเกสรเป็นระยะไกลๆ และครอบคลุมพื้นที่ และชนิดของพืชพรรณได้เท่ากับผึ้ง ดังนั้น พืชที่เคย ใช้ผึ้งเป็นตัวผสมเกสรก็จะต้องอาศัยมนุษย์ในการช่วยผสมเกสรให้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาสินค้าผักและผลไม้ในตลาดก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

Did You Know?
ผึ้งเก็บละอองเกสรดอกไม้ไว้ในตะกร้าที่อยู่ตรงขาคู่หลังของมัน ละอองเกสรยังติดตามขนที่อยู่ทั่วตัวผึ้งด้วย เมื่อผึ้งไปเยือนดอกไม้ดอกอื่น ละอองเกสรบนตัวผึ้งก็มีโอกาสจะร่วงตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย

การสูญพันธุ์ของผึ้ง หมายถึงการหายไปของพืช
หากปราศจากผึ้ง เราจะสูญเสียผลผลิตพืชผักผลไม้หลายชนิด ได้แก่

• แอพริคอต
• แตงกวา
• ส้ม
• ลูกพลัม
• ฝ้าย
• ถั่ว
• มะนาว
• ลูกพีช
• เกรปฟรุต
• โรสฮิป
• สตรอว์เบอร์รี่
• กาแฟ
• โกโก้
• เชอร์รี่
• ลูกกีวี
• หัวหอมใหญ่
• มะม่วง
• เนคทารีน
• ลูกแพร์
• คาโนล่า
• แบล๊กเคอแรนต์
• เมล็ดทานตะวัน
• มะเขือเทศ
• วอลนัต
• องุ่น
• แอปเปิ้ล

ที่มา : Science Illustrated Thailand

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *