โครงการ วิเคราะห์และดำเนินการพัฒนาการประยุกต์ใช้ข้อมูล GNSS CORS

ที่มาและความสำคัญของปัญหา

ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานระบบดาวเทียมนำทาง (GNSS) มีส่วนส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับหน่วยงานในประเทศไทยหลายหน่วยงาน ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อติดตั้งสถานีอ้างอิงพิกัดแบบรับสัญญาณต่อเนื่องถาวร (Continuously Operating Reference Station : CORS) เพื่อดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยงานประกอบด้วยหน่วยงานหลัก ได้แก่ 1) กรมที่ดิน ดำเนินงานด้านการรังวัดและจัดทำรูปแบบแปลงที่ดิน (121 สถานี 1 ศูนย์ควบคุม) 2) กรมแผนที่ทหาร ดำเนินงานด้านการสำรวจ การทำแผนที่ภูมิประเทศ และการป้องกันประเทศ (80 สถานี 1 ศูนย์ควบคุม) 3) กรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินงานด้านการผังเมือง และการจัดการเมือง (15 สถานี 1 ศูนย์ควบคุม) 4) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ดำเนินงานด้านการบริหารจัดการน้ำ และภัยพิบัติ (200 สถานี 1 ศูนย์ควบคุม อยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลญี่ปุ่นในการจัดสร้างสถานี) 5) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ดำเนินงานด้านการวิจัย และพัฒนานวัตกรรม (10 สถานี 1 ศูนย์ควบคุม)

ตามที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้จัดสัมมนาเรื่อง “GNSS The Forefront of Thailand 4.0 and Economic Growth” เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 โดยมีผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่นนำเสนอความสำเร็จจากการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายสถานี GNSS CORS ในด้านต่าง ๆ ของประเทศญี่ปุ่น และได้เสนอข้อคิดเห็นในการนำ GNSS ไปพัฒนาประเทศในยุค Thailand 4.0 ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีความยินดีให้การสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสถานี CORS แห่งชาติในด้านวิชาการสำหรับหน่วยงานผู้รับผิดชอบศูนย์ข้อมูลสถานี CORS แห่งชาติ และสนับสนุนงบประมาณเพื่อใช้ในการจัดตั้งศูนย์ฯ พร้อมทั้งการปรับปรุงสถานีให้สามารถรับสัญญาณดาวเทียม QZSS ต่อมา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ ภูมิสารสนเทศแห่งชาติ ได้จัดสัมมนาผู้บริหารระดับสูงเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานด้าน ภูมิสารสนเทศของประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 – 25 กุมภาพันธ์ 2560 โดยได้มีการหารือเกี่ยวกับการกำหนดหน่วยงานหลักเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสถานี CORS แห่งชาติให้ชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องกับ (ร่าง) แผนแม่บทภูมิสารสนเทศแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 ตามแผนงานตามกลยุทธ์ที่ 1.5 หลอมรวมหมุดหลักฐานของประเทศให้เป็นเอกภาพ
สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสถานี CORS แห่งชาติ (National CORS Data Center) มีภารกิจหน้าที่ 1) รวบรวมข้อมูลจากโครงข่ายสถานี CORS ของแต่ละหน่วยงานรวมเป็นโครงข่ายสถานี CORS แห่งชาติตามนโยบายของหน่วยงาน บนหลักการ Network of CORS Network 2) ติดตามสถานภาพของการรับสัญญาณของสถานี CORS ของทุกสถานีให้สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 3) ให้บริการข้อมูลค่าปรับแก้เชิงตำแหน่งรายละเอียดสูงจากโครงข่ายสถานี CORS แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ครอบคลุมการใช้งานทุก ๆ ประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้บริการไม่เว้นวันหยุดราชการ รวมถึงการตอบข้อซักถามด้านการบริหาร และด้านวิชาการ 4) จัดเก็บข้อมูลจากสถานี CORS ในรูปแบบ Achieve เพื่อเก็บเป็นคลังข้อมูล สำหรับเรียกใช้งานในภายหลังได้อย่างสะดวก รวดเร็ว รวมถึงมีระบบการสำรองข้อมูลเพื่อป้องกันการสูญหาย และเสียหายของข้อมูล 5) ตรวจสอบ ควบคุม การให้บริการให้มีความถูกต้อง และเป็นมาตรฐานทั้งมาตรฐานด้านความถูกต้องเชิงตำแหน่ง และมาตรฐานการให้บริการ 6) จัดทำแผนธุรกิจ (Business Model) เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางการบริการข้อมูลค่าปรับแก้เชิงตำแหน่งรายละเอียดสูงจากโครงข่ายสถานี CORS เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ องค์การมหาชน, 2560)

จากที่กล่าวมาข้างต้นด้วยในปัจจุบัน มีการติดตั้งและใช้ประโยชน์จากสถานีอ้างอิงค่าพิกัดแบบต่อเนื่อง หรือ Continuously Operating Reference Stations (CORS) อย่างกว้างขวางในหลายหน่วยงานและภารกิจ ได้แก่ กรมที่ดิน ดำเนินงานด้านการรังวัดและจัดทำรูปแปลงที่ดิน กรมแผนที่ทหาร ดำเนินงานด้านการสำรวจ กรทำแผนที่ และการป้องกัน กรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินงานด้านการผังเมืองและการจัดการเมือง สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ดำเนินงานด้านการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยต่างๆ ดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม แต่อย่างไรก็ตามการนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเป็นนวัตกรรมในด้านต่าง ๆ เช่น Deformation Monitoring Indoor Location Based Service Smart City เป็นต้น ยังไม่แพร่หลายมากนัก ประกอบกับจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ในด้านอื่น ๆ เข้ามาร่วมศึกษาพัฒนาประกอบไปด้วยกัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดแนวทางการพัฒนาและประยุกต์ใช้ ข้อมูล GNSS CORS ที่เป็นรูปธรรม และสามารถนำไปปฏิบัติได้ จึงควรมีการศึกษาและวิเคราะห์แนวทางพัฒนาการประยุกต์ใช้ข้อมูล GNSS CORS และทดลองประยุกต์ใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ดังนั้น สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ในฐานะหน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนาด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศ จึงจำเป็นต้องเตรียมการศึกษา วิเคราะห์และพัฒนาการประยุกต์ใช้ข้อมูล GNSS CORS เพื่อรองรับการใช้งานของทั้งหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน โดยเฉพาะวิสาหกิจเริ่มต้น (Startups) และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (SME) ให้สามารถต่อยอดเป็นนวัตกรรมเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High – Technology Industrial) จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ

สรุปผลการศึกษา

ผลการวิเคราะห์การศึกษาด้วยเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม GNSS ผ่านค่าปรับแก้จาก CORS จุด A และ จุด B เริ่มทำการศึกษา ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 เวลา 8.30-20.30 น.ทำการบันทึกข้อมูลค่าพิกัดทางราบและทางดิ่ง ทุกๆ 30 วินาที ในช่วงระยะเวลา 10 – 12 ชั่วโมง เพื่อพิจารณาความคลาดเคลื่อนจากระบบค่าปรับแก้ GNSS CORS หรือปัจจัยจากการเคลื่อนตัวของสะพาน พบว่า ในช่วงข้อมูลบางช่วงในช่วงแรกเริ่มการทดลอง 8.30 น.- 9.00 น.(ช่วง 30 วินาที- 1,800 วินาที) จะมีความคลาดเคลื่อนทางดิ่งสูง เนื่องจากวงโคจรดาวเทียมและระบบค่าปรับแก้จาก CORS อาจมีค่ายังไม่เสถียรมากนัก หลังจากนั้นจะเห็นแนวโน้มของค่าระดับสะพาน พบว่า ในช่วงเวลาช่วงเที่ยงถึงช่วงเย็น คือ 12.00 น.-16.00น. (13,320 วินาที – 28,800 วินาที) จะมีค่าระดับการตกท้องช้างของสะพานอยู่ในระดับนึง แต่หลังจากช่วงเย็นไปแล้วพบว่าค่าระดับจะมีการตกท้องช้างค่อนข้างน้อย เป็นเช่นเดียวกันทั้ง 2 จุด และเมื่อพิจารณาจากค่าทางสถิติ พบว่า ค่าพิสัยที่จุด A มีขนาด 0.334 ค่าพิสัยที่จุด B มีขนาด 0.323 ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่างคะแนนสูงสุดกับคะแนนต่ำสุดมีค่าไม่มากนัก สาเหตุที่ทำให้เกิดค่าความแตกต่างนี้อาจเกิดจากสภาพแวดล้อมบริเวณนั้น สภาพอุณหภูมิ สภาพอากาศ การบดบังต่างๆรวมทั้งโหลดน้ำหนักของการจราจรบริเวณสะพานพราม 8 ในขณะทำการศึกษา และเมื่อพิจารณาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ได้จุด A มีค่าเท่ากับ 0.039 และจุด B มีค่าเท่ากับ 0.045 แสดงให้เห็นว่าค่าความสูงที่ตรวจจับได้ข้อมูลมีการเกาะกลุ่มกันและมีการกระจายตัวน้อย เป็นไปตามที่คาดไว้เนื่องจากได้ศึกษาทุกๆ30วินาที ทำให้ได้ค่าประมวลผลมีค่าที่เชื่อถือได้ เป็นเช่นเดียวกันทั้ง 2 จุด จากนั้นได้วิเคราะห์ข้อมูลของปริมาณจราจรในภาพรวมของกรุงเทพมหานคร วันที่ทำการศึกษา (ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2561) เปรียบเทียบการวิเคราะห์ข้อมูลศึกษาการรังวัดด้วยเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม GNSS กับสภาพการจราจรดัชนีรถติด ณ เวลา 0.00-23.00 น. พบว่า ในช่วงข้อมูลเช้ามืดเริ่มตั้งแต่ 6.00-8.00 น.มีปริมาณการจราจรสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องและไม่คงที่ หลังจากนั้นในช่วงเวลากลางวันตั้งแต่เวลา 10.00-15.00 น. พบว่า มีปริมาณการจราจรที่ยังคงสูงอยู่แต่การสะสมเพิ่มขึ้นของการจราจรค่อนข้างคงที่ จากนั้น การจราจรจะสูงเพิ่มมากขึ้น ในเวลาช่วงเย็นตั้งแต่ 16.00-19.00 น. และการจราจรค่อยๆน้อยลงอย่างคงที่ ดังนั้น จากผลการศึกษาปริมาณจราจรและช่วงเวลาการเกิดการตกท้องช้างเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกัน ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ปริมาณการจราจรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างกระโดด ในช่วงเช้า สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์การตกท้องช้างของสะพานพระราม 8 ดังนั้น การจราจรอาจเป็นปัจจัยหนึ่งรวมทั้งโหลดน้ำหนักรถและที่อาจทำให้เป็นสาเหตุของการแอ่นตัวหรือการตกท้องช้างของสะพานพระราม 8 ได้

Scoop : https://www.youtube.com/watch?v=ZKapoJqX_a8&feature=youtu.be

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *